แม่ชีตกลง ยอมขายบ้านไม้โบราณ 300 ล. นำเงินมาบำรุงศาสนา

แม่ชีตกลง ยอมขายบ้านไม้โบราณ 300 ล. นำเงินมาบำรุงศาสนา

แม่ชีตกลง ยอมขายบ้านไม้โบราณ 300 ล. นำเงินมาบำรุงศาสนา

            แม่ชี ยินยอมขายบ้านไม้โบราณ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัย ร.5 ด้วยไม้สักทองทรงปั้นหยา บนพื้นที่รวมทั้งสิ้น 167 ตารางวา อยู่ไม่ใกล้จากสถานีบีทีเอสวงเวียนใหญ่ จึงกลายเป็นทำเลทอง ที่ทำให้บ้านหลังนี้ มีมูลค่ามหาศาล ผนวกกับตัวบ้านที่ถูกสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป มีอายุมากกว่า 50 ปี

แม่ชีกรรณิการ์ เมื่อก่อนไม่เคยคิดขายบ้าน แต่หลังจากมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าบีทีเอส ก็มีนายทุนของคอนโดมาติดต่อซื้อบ้านและที่ดินหลังนี้ โดยมีการเสนอราคาให้ตั้งแต่ 40 – 60 ล้านบาท จนมาถึงราคา 85 ล้านบาท แต่ก็ตอบได้ปฏิเสธไป เพราะอยากเก็บบ้านหลังนี้ ไว้ให้เป็นศูนย์รวมของลูกหลาน

เหตุผลสำคัญ ที่ทำให้แม่ชีตัดสินใจขายบ้านหลังนี้

แต่แล้วไม่นาน ก็มีข่าวการประกาศขายบ้านหลังนี้อีกครั้ง โดยแม่ชีกรรณิการ์ เจ้าของบ้านเผยว่า มีคนมาซื้อและให้ราคาซื้อสูงถึง 300 ล้านบาท จึงตัดสินใจขายทันที โดยไม่ได้ลังเลใจแต่อย่างใด เพราะไม่มีใครให้ราคาสูงแบบนี้มาก่อน

ส่วนสาเหตุอีกอย่างทีทำให้ต้องขายบ้านหลังนี้ แม่ชีกรรณิการ์ เล่าว่า ลูกหลานเรียกร้องให้ขายไป เนื่องจากมีราคาสูง       เลยตัดสินใจตั้งราคาขาย 300 ล้านบาททันที หากมีคนกล้าซื้อก็กล้าให้ อย่างน้อยก็ช่วยสร้างความสงบสุขให้คนในครอบครัว และจะนำเงินไปทำบุญเพื่อบำรุงศาสนาต่อไป

นักวิชาการด้านอสังหาริมทรัพย์ วิเคราะห์ถึงประเด็นการขายบ้านครั้งนี้

การขายบ้านไม้โบราณหลังนี้ บนเนื้อที่ 167 ตารางวา ถือเป็นราคาที่สูงมาก เนื่องจากผลการประเมินราคาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์บริเวณนี้ จะมีราคาอยู่ที่ 60 ล้านบาทหรือตกเป็นเงินตารางวาละ 360,000 บาท เท่านั้น แต่ถ้ามีคนให้ราคาที่ 300 ล้านบาท ก็เท่ากับตารางวาละ 1.8 ล้านบาท เลยทีเดียว

นักวิชาการยังระบุอีกว่า ราคาซื้อ-ขายบ้านหลังนี้ ควรมีราคาแพงกว่าที่ดินของสถานทูตออสเตรเลีย ที่ต้องอยู่ตรงสาทร ในราคาตารางวาละ 1.45 ล้านบาท หากมองในแง่มุมของการลงทุน คงเป็นไปได้ยากที่จะมีใครมาซื้อที่ดินในบริเวณ ซึ่งมีราคาสูงถึง 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ขายบ้านไม้โบราณของแม่ชีท่านนี้  นักวิชาการจึงได้ขออนุโมทนาให้กับคนที่มาซื้อ และแม่ชีท่านนี้ด้วย เนื่องจากจะได้นำเงินจากการขายจำนวนหนึ่ง ไปทำบุญอย่างที่ตั้งใจไว้

“ถ้าหากมองถึงความคุ้มค่าของคนซื้อ ที่ยอมจ่ายเงินเป็นจำนวนมากนั้น ผมคิดว่าที่ดินแปลงนี้น่าจะมีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าถึงยอมจ่ายเงินซื้อในราคาที่สูง” นักวิชาการกล่าว

งานก่อสร้างรถไฟฟ้า ต้นเหตุบ้านทรุด ร้องเรียนใครดี

งานก่อสร้างรถไฟฟ้า ต้นเหตุบ้านทรุด ร้องเรียนใครดี

งานก่อสร้างรถไฟฟ้า ต้นเหตุบ้านทรุด ร้องเรียนใครดี

            สำหรับคนที่กำลังประสบปัญหา “บ้านทรุด” ที่มีสาเหตุเกิดจากการก่อสร้างรถไฟฟ้านั้น โดยส่วนมากจะเกิดจากบ้านได้รับแรงสั่นสะเทือนจากการก่อสร้างมากเกินไป หรืออาจเกิดจากขั้นต้อนเทปูนที่ไม่ดีตั่งแต่แรกเริ่มก่อสร้าง ที่ไม่เว้นช่องให้กระเบื้องขยายตัวตามหภูมิที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ สาเหตุบ้านทรุด หากลองสังเกตดูจะพบว่า “กรุงเทพฯ” เป็นจังหวัดที่เกิดเหตุบ่อยมาก อันเนื่องมากจาก การก่อสร้างที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งจะทำให้น้ำบาดาลจำนวนมาก จนทำให้น้ำจากธรรมชาติไม่สามารถเข้าไปเติมเต็มได้ทัน นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างทรุดตัว

สาเหตุต่อมาที่ทำให้บ้านทรุด คือน้ำหนักของสิ่งปลูกสร้าง

น้ำหนักของสิ่งปลูกสร้าง ก็ทำให้บ้านทรุดได้เช่นกัน โดยเฉพาะน้ำหนักจาก อาคาร บ้านเรือน ถนน ที่เพิ่มมากขึ้น จนมีน้ำหนักกดทับลงไปบนชั้นดินมากไป ซึ่งทำให้เกิดการทรุดตัวของบ้านได้ นอกจากนี้ ปัญหาการทรุดตัวของบ้าน ยังเกิดจากขั้นตอนก่อสร้างได้ด้วย เช่น ขั้นตอนปิดหน้าดิน

สุดท้ายอายุการใช้งาน ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้บ้านทรุด หากบ้านหลังไหนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ๆ ก็จะส่งผลให้โครงสร้างต่าง ๆ เสื่อมลงไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะบ้านโบราณต่าง ๆ ที่มีให้เห็นอยู่มากมายในกรุงเทพฯ หากไม่ได้รับการดูแล หรือปรับปรุง ก็จะทำให้เกิดการทรุดตัวของบ้านได้เช่นกัน

สามารถร้องเรียนปัญหาบ้านทรุดที่ไหนได้บ้าง?

อันดับแรก ต้องตรวจดูก่อนว่าปัญหาบ้านทรุด เป็นที่บ้านของเราคนเดียวหรือไม่ หากตรวจพบว่า บ้านหลังอื่น ๆ ในระแวกใกล้เคียงไม่ทรุดตัวแต่อย่างใด นั่นแปลว่า อาจเกิดจากโครงสร้างบ้านของเราเอง ดังนั้น ต้องหมั่นตรวจสอบดูให้ดี ว่าการทรุดตัวมันเกิดขึ้นในส่วนไหนของบ้านบ้าง

แต่หากปัญหาบ้านทรุด เกิดขึ้นกับบ้านหลังอื่น ๆ ในระแวกใกล้เคียงด้วย ก็ให้ทำการรวบรวมรายชื่อคนที่เดือดร้อน และไปร้องเรียน รฟม. แต่ห้ามลืมไปแจ้งความ ที่สน.ก่อน เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานตอนสู้คดีได้ โดยเอารูปไปให้ตำรวจดู หรือถ้าจะไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่สำนักงานเขตก็ได้เช่นกัน เพื่อหาต้นเหตุที่แท้จริง

ดังนั้น เพื่อให้เกิดปัญหาบ้านทรุด เราก็สามารถป้องกันได้ โดยทำการศึกษาให้ดีก่อนว่า ในแนวทาง หรือระดับที่จะทำการก่อสร้างรถไฟฟ้า ว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งก่อสร้างข้างเคียงที่มีอยู่หรือไม่ รวมไปถึงระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ใต้ดินด้วย ถ้าทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ความสำคัญกับการวางแผนพร้อมทั้งศึกษาผลกระทบ ก่อนลงมือทําอย่างละเอียดถี่ถ้วน เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน

กำไรเห็น ๆ เมื่อขายคอนโดให้ถูกช่วงเวลา

กำไรเห็น ๆ เมื่อขายคอนโดให้ถูกช่วงเวลา

กำไรเห็น ๆ เมื่อขายคอนโดให้ถูกช่วงเวลา

            ขายคอนโดช่วงไหนถึงจะดีที่สุด? เก็บไว้ก่อนรอใกล้โอนห้องให้ดูแล้วค่อยขายดีหรือไม่ หรือว่าจะขายก่อนทำสัญญาไปเลย จะได้ไม่ต้องลงเงินเป็นก้อน และนี่ก็คือปัญหาที่หลายคนมักจะมีอยู่แล้วในใจ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ที่จะทำให้คอนโดนั้นขายได้กำไรมากหรือน้อย

สำหรับวิธีการขายคอนโดให้ได้กำไรนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายใน ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมีความสะดวกอย่างไร ในวันนี้ ทางเราจึงถือโอกาสเผยถึงมเทคนิคการวางกลยุทธ์ต่าง ๆ ไปจนถึงการแก้ไขปัญหา เพื่อจุดประสงค์ในการปิดการขายได้ตามเป้ามาให้ทุกท่านได้ศึกษา

ขายคอนโดในช่วง 1-4 สัปดาห์ หลังจากทำสัญญาเสร็จแล้ว

ตามปกติแล้ว การขายคอนโดจะเกิดขึ้นมากในช่วงเวลานี้ หลังจากที่อดทนกัดฟันจ่ายเงินไปทำสัญญาเป็นหลักแสน โดยที่รู้อยู่แล้วว่าห้องโครงการนั้นขายหมดไปแล้ว หรืออย่างน้อยที่สุดรู้ว่ามุมที่เราได้ซื้อไปนั้นไม่มีห้องเหลืออยู่แล้ว

กำไรที่ได้จากการขายคอนโด ก็ควรคิดจากค่าใช้จ่ายที่ได้เสียไปเป็นหลัก ไม่ใช่คิดราคาจากห้องรวม นั่นเป็นเพราะว่า ตราบใดที่ราคามันสูงกว่าการลงทุนประเภทอื่น ๆ ก็ถือว่าโอเคแล้ว หรือสมมติว่าจ่ายไป 300,000 บาท เอากำไรสัก 30% ก็ได้กลับมาประมาณ 90,000

ขายคอนโดช่วง  1-2 เดือนก่อนโอนกรรมสิทธิ์

การขายคอนโดในช่วงนี้ จะเริ่มมีความคึกคักมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกระบวนการก่อสร้าง เริ่มเสร็จเป้นรูปร่างขึ้นมาบ้างแล้ว สำหรับข้อดีของการขายช่วงนี้คือ คนที่มาซื้อต่อสามารถทำเรื่องกู้แบงค์ได้ในทันที จึงหมดกังวลเรื่องเงินก้อนได้เลย ที่สำคัญ ยังมีโอกาสทำกำไรได้สูงมาก ๆ ถ้าคอนโดอยู่ในทำเลที่ดี ซึ่งในทางกลับกัน ช่วงนี้คุณอาจไม่ได้กำไรเลยก็ได้ หากห้องในโครงการคอนโดเหลือขายเยอะมาก และห้องของคุณไม่มีอะไรเด่นเลย

ขายคอนโดช่วง 1-5 ปีหลังจากโอนกรรมสิทธิ์

สำหรับผู้ที่มีคำถามว่า ขายคอนโดช่วงไหนได้กำไรมากที่สุด? คำตอบคือในช่วงเวลา 1-5 ปี หลังจากโอนกรรมสิทธิ์จะดีที่สุด เพราะมีมีโอกาสและความเป็นไปได้ในการทำกำไรได้มาก ซึ่งกำไรที่ได้ยังไงต้องมีเกิน 3 แสนบาทขึ้นไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคนส่วนใหญ่โอนเพื่อเข้าอยู่อาศัยเอง จึงเป็นโครงการที่ได้รับความนิยมมาก สำหรับการซื้อมาปล่อยเช่าต่อ เนื่องจากมีโอกาสทำกำไรได้ค่อนข้างเยอะ อย่างไรก็ตาม ต้องห้ามลืมเอาชื่อเข้าทะเบียนบ้านอย่างน้อยหนึ่งปีด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินเป็นค่าภาษีธุรกิจเฉพาะนั่นเอง